Others

WEF Global Risks Report 2026 ชี้ความเสี่ยงด้าน AI vs Quantum: ประเทศไทยเสี่ยงแค่ไหน?

(บทความจาก เว็บไซต์ The-prespective.co สัมภาษณ์ อ.ปริญญา หอมเอนก) 

Global Risks Report 2026 เรื่องที่ต้องรู้: ทั้งนักบริหารประเทศ ผู้ประกอบการ นักวิเคราะห์/วิจัย นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่เกาะติดเทรนด์โลก ต้องรู้เพื่อมองให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญในรายงาน Global Risks Report 2026 ชี้ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคแห่งการแข่งขัน” (Age of Competition) ซึ่งระเบียบโลกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นและส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงในหลายๆ ด้านพร้อมกัน

อ.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์และประธาน/ผู้ก่อตั้งบริษัท บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัท ไซเบอร์ตรอน ได้ขยายความสาระสำคัญเฉพาะความเสี่ยงในมิติของเทคโนโลยี ผ่านเว็บไซต์ The-Perspective โดยโฟกัส 2 เรื่องหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงของการใช้งาน AI และ ความเสี่ยงจากการมาถึงของ Quantum Breakthrough

ก่อนอื่น อ.ปริญญา ได้ กล่าวถึงความสำคัญของ World Economic Forum Global Risks Report 2026 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้นำประเทศ รัฐ และองค์กร ที่ฉายภาพสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตช่วง 10 ปีต่อจากนี้

WEF Global Risks Report 2026 มีความสำคัญอย่างไร?

รายงาน WEF Global Risks Report 2026 จาก World Economic Forum มีความสำคัญในการวิเคราะห์ความเสี่ยงระดับโลกผ่านกรอบเวลาสามช่วง (1 ปี, 2 ปี และ 10 ปี) เพื่อช่วยผู้นำตัดสินใจสมดุลระหว่างวิกฤตปัจจุบันและลำดับความสำคัญระยะยาว

รายงานนี้รวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 คนทั่วโลก เน้นความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ภาพรวมโลกในช่วง 2 ปีข้างหน้าว่าจะปั่นป่วนหรือรุนแรงถึง 50% มันช่วยให้ธุรกิจ รัฐบาล และองค์กรเข้าใจความเสี่ยงหลัก เช่น การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ (Geoeconomic Confrontation) ซึ่งขึ้นสูงสุดในปี 2026 เพื่อวางแผนรับมือ

ความเสี่ยงของการที่องค์กรนำ AI มาใช้ต่อตลาดแรงงานและปัญหาความเหลื่อมล้ำในทศวรรษหน้า

ในทศวรรษหน้า (2026-2036) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีอุบัติใหม่กลายเป็น “พลังเชิงโครงสร้าง” (Systemic Force) ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม รายงานความเสี่ยงโลกชี้ว่า AI คือความเสี่ยงที่มีอันดับพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุด โดยขยับจากอันดับที่ 30 ในระยะสั้น ขึ้นมาเป็น อันดับที่ 5 ในระยะ 10 ปี เนื่องจากผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดแรงงานและความเหลื่อมล้ำ

อ.ปริญญา สรุปประเด็นสำคัญต่อเรื่องความเสี่ยงด้าน AI จากรายงาน WEF Global Risks Report 2026 ประกอบด้วย 3 ด้าน ดังนี้

1. ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน: สภาวะ “ผลิตภาพที่ไร้งาน” (Jobless Productivity)

การที่องค์กรนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายอาจนำไปสู่การเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

• การแทนที่แรงงาน White-collar: คาดการณ์ว่า AI อาจมาแทนงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) ในกลุ่ม White-collar ได้ถึง 50% ภายใน 5 ปีข้างหน้าในบางประเทศ ซึ่งอาจสร้างสภาวะ “White-collar rust belt” หรือเขตอุตสาหกรรมเสื่อมโทรมของแรงงานที่มีองค์ความรู้ในเมืองใหญ่

• เศรษฐกิจรูปตัว K (K-shaped economies คือ ภาวะที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไม่เท่าเทียมกัน): ผลประโยชน์จากการใช้งาน AI จะตกอยู่กับแรงงานทักษะสูงที่ ในขณะที่โอกาสของแรงงานผลิตภาพต่ำจะหดตัวลงอย่างรวดเร็วและได้รับค่าจ้างที่ลดลง

• วิกฤตตัวตนและจุดมุ่งหมาย: เมื่อแรงงานถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ มนุษย์อาจเผชิญกับ การสูญเสียอัตลักษณ์ทางวิชาชีพ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและอาชญากรรมในที่สุด

2. การขยายตัวของความเหลื่อมล้ำระดับโลกและภายในประเทศ

AI จะกลายเป็นเครื่องมือที่ตอกย้ำความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนที่เข้าถึงและเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี

• ช่องว่างระหว่างประเทศ: อัตราการนำ AI มาใช้ในอเมริกาเหนือ (27%) สูงกว่าในแอฟริกาใต้ (9%) ถึงสามเท่า นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ยังกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชียตะวันออก

• การรวมศูนย์ของความมั่งคั่ง: หากไม่มีกรอบการจัดเก็บภาษีและการกระจายรายได้ใหม่ ผลกำไรมหาศาลจาก AI จะตกอยู่กับเจ้าของทุนและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเท่านั้น ทำให้ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างฝังรากลึก

• ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่: พื้นที่ที่บูรณาการ AI เข้ากับเศรษฐกิจได้จะมีความมั่งคั่งสูงขึ้น ทิ้งห่างพื้นที่ชายขอบซึ่งอาจนำไปสู่แรงกดดันด้านการย้ายถิ่นฐานของผู้เชียวชาญในประเทศ

ตารางสรุปความเชื่อมโยงของความเสี่ยง AI และความเหลื่อมล้ำ

มิติความเสี่ยงผลกระทบที่คาดการณ์ (ระยะ 10 ปี)
แรงงานการแทนที่งานทางปัญญาและงานสร้างสรรค์ในระดับที่ปรับตัวไม่ทัน
สังคมความเหลื่อมล้ำนำไปสู่การแบ่งขั้วทางสังคม (Societal Polarization)
ข้อมูลการใช้ AI สร้างข่าวปลอม (Deepfakes) ทำให้ยากต่อการแยกแยะความ
อำนาจการสูญเสียการควบคุมให้กับระบบ AI (Loss of control AI) ที่อาจตัดสินใจแทนมนุษย์ในระดับโครงสร้าง

แนวทางรับมือต่อความเสี่ยงจากการนำ AI มาใช้ในปัจจุบัน

อ.ปริญญา ระบุว่า เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง รายงานเสนอแนะแนวทางที่ควรเริ่มทำทันที ดังนี้

• การวางแผนเปลี่ยนผ่านงาน: ภาครัฐและธุรกิจต้องพัฒนาทักษะ (Reskilling) และการวางแผนเปลี่ยนผ่านการทำงานไปสู่ยุค AI เป็นภารกิจหลัก ไม่ใช่แค่ส่วนเสริม

• การเตรียมรับผลกระทบทางสังคม: ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะและเตรียมระบบรองรับทางสังคม (เช่น Social Protection) สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะว่างงานทางเทคโนโลยี

• ความร่วมมือระดับโลก: สร้างเกณฑ์ความปลอดภัยขั้นต่ำและความโปร่งใสในการใช้ AI เพื่อป้องกันการแข่งขันที่ไร้กฎเกณฑ์ (Race to the bottom)

ความเสี่ยงจากการนำ AI จะส่งผลต่อประเทศไทยอย่างไร?

“สำหรับบริบทของประเทศไทย รายงาน WEF Global Risks Report 2026 ระบุว่าผลกระทบเชิงลบจากเทคโนโลยี AI (Adverse outcomes of AI technologies) ถูกจัดเป็น ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดอันดับ 4 ของประเทศ ในระยะ 2 ปีข้างหน้าจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจ” อ.ปริญญา กล่าว

ภาคส่วนและกลุ่มแรงงานที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะถูก AI แทนที่หรือได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้าง มีดังนี้

1. กลุ่มพนักงานออฟฟิศและงานสายวิชาชีพ (White-Collar Roles)

รายงานระบุว่า AI กำลังสร้างปรากฏการณ์ “White-collar rust belt” ในเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของความรู้และการบริการ

• งานระดับเริ่มต้น (Entry-level): มีความเสี่ยงสูงมาก โดยคาดการณ์ว่างานออฟฟิศระดับต้นหายไปถึง 50% ภายใน 5 ปีข้างหน้า

• งานด้านการเงินและไอที: เป็นกลุ่มที่ภาคธุรกิจเร่งปรับตัวใช้ AI สูงที่สุด (97-99%) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปรับลดทักษะหรือการแทนที่แรงงานเดิม

2. งานสายธุรการและงานบริการ (Service and Administration)

กลุ่มงานที่เน้นการทำซ้ำ (Routine tasks) มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ

• งานสนับสนุนระดับปฏิบัติการ: งานในส่วนธุรการและการจัดการเอกสารเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ AI สามารถเข้ามาทำแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

• แรงงานที่ขาดทักษะดิจิทัล: โอกาสในการทำงานจะหดตัวลงเร็วขึ้นสำหรับแรงงานที่มีผลิตภาพต่ำและไม่สามารถพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) ได้ทัน

3. ภาคการผลิตและแรงงานทักษะต่ำ (Low-productivity Workers)

AI จะทำให้เกิดภาวะ “ผลิตภาพที่ไร้งาน” (Jobless Productivity) ซึ่งบริษัทมีกำไรสูงขึ้นแต่ใช้คนน้อยลง

• แรงงานทักษะต่ำ: จะเผชิญกับค่าจ้างและโอกาสงานที่ลดลงเมื่อเทียบกับแรงงานทักษะสูงที่สามารถใช้ AI เสริมการทำงานได้

• ความเหลื่อมล้ำเชิงทักษะ: ในไทย ความเสี่ยง AI มาควบคู่กับ ปัญหาหนี้สิน (Debt) และ ความเหลื่อมล้ำ (Inequality) ซึ่งเป็นความเสี่ยงอันดับ 1 และ 5 ของประเทศตามลำดับ หากแรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับการช่วยเหลือ จะยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น

ตารางสรุปความเสี่ยงรายภาคส่วน (Thailand Context)

ภาคส่วน/กลุ่มเป้าหมายระดับความเสี่ยงสาเหตุหลักจากรายงาน
การเงินและธนาคารสูงมาก97% ของธุรกิจกำลังเปลี่ยนโมเดลไปใช้ AI
งานธุรการ/สนับสนุนสูงมากเป็นกลุ่ม “Routine tasks” ที่ AI แทนที่ได้ง่าย
แรงงานจบใหม่ (First Jobber)สูงงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) ลดลงถึง 50%
แรงงานทักษะสูง (Digital Workers)ต่ำเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น

ข้อควรระวังสำหรับประเทศไทย: เนื่องจากไทยมีความเสี่ยงด้าน หนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจเป็นอันดับ 1 การที่ AI เข้ามาแทนที่แรงงานอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดปัญหาการว่างงานที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้และนำไปสู่ความไม่สงบทางสังคมในระยะยาว

ความเสี่ยงด้าน Quantum Computing

ความเสี่ยงด้านการมาถึงของเทคโนโลยีควอนตัม ถูกมองว่าเป็น “ดาบสองคม” ที่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในทศวรรษหน้า แม้ในปัจจุบันจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงที่อันดับยังไม่สูงนัก (อันดับ 33 ในระยะ 2 ปี) แต่เป็นความเสี่ยงที่มี คะแนนความรุนแรงพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุดเป็นอันดับ 4 เมื่อมองไปในระยะ 10 ปี

อ.ปริญญา ขยายความถึงความเสี่ยงด้าน Quantum ในรายงาน โดยประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ดังนี้

1. วิกฤตความเชี่ยวชาญด้านรหัสลับ (Cryptographic Challenges)

หัวใจสำคัญของความเสี่ยงควอนตัมคือสิ่งที่เรียกว่า “Q-day” ซึ่งหมายถึงวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีประสิทธิภาพมากพอที่จะถอดรหัสลับที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันได้

• ภัยคุกคามทันที (Harvest now, decrypt later): ข้อมูลลับในปัจจุบันถูกจารกรรมและจัดเก็บไว้เพื่อรอการถอดรหัสในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีควอนตัมพร้อม ซึ่งคุกคามความเป็นส่วนตัวและข้อมูลยุทธศาสตร์ในระยะยาว

• การล่มสลายของความน่าเชื่อถือทางดิจิทัล: อัลกอริทึมสามารถเจาะระบบโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ (PKI) ซึ่งใช้ในการยืนยันตัวตนออนไลน์ ทำให้เกิดการปลอมแปลงตัวตนในธุรกรรมการเงิน สัญญาดิจิทัล หรือแม้แต่การเข้าควบคุมระบบสาธารณูปโภค และรถยนต์ไร้คนขับ

• ความประมาทขององค์กร: รายงานระบุว่ามีเพียง 5% ขององค์กรเท่านั้นที่มีการป้องกันแบบ Quantum-safe และคะแนนความพร้อมเฉลี่ยขององค์กรทั่วโลกอยู่ที่เพียง 25 จาก 100 คะแนน

2. การผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ (Economic Power Concentration)

เทคโนโลยีควอนตัมอาจสร้าง “ช่องว่างดิจิทัล” (Digital Divide) ในระดับที่รุนแรงกว่าเดิม คือ

• ผู้ชนะกินรวบ (Winner-take-all): ประเทศที่ก้าวหน้าด้านควอนตัม (โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ) จะเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 5 ขณะที่ประเทศอื่นๆ เสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังเนื่องจากขาดทักษะและงบประมาณลงทุนมหาศาล

• ความผันผวนของตลาดการเงิน: อัลกอริทึมควอนตัมที่ทรงพลังอาจทำให้เกิดการซื้อขายที่รวดเร็วเกินกว่าระบบการควบคุมปัจจุบันจะรับมือได้ นำไปสู่สภาวะ Flash crashes หรือการล่มสลายของตลาดอย่างกะทันหัน

3. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม (Security & Geopolitical Risks)

ควอนตัมจะเปลี่ยนโฉมหน้าของการสงครามและการจารกรรม

• การสงครามที่ไร้ที่ซ่อน: ระบบ Quantum sensing จะมีความแม่นยำสูงจนสามารถตรวจจับเรือดำน้ำหรือเครื่องบินขับไล่ล่องหน (Stealth) ได้จากความผิดปกติของแรงโน้มถ่วงหรือสนามแม่เหล็ก

• อาวุธชนิดใหม่: การจำลองด้วยควอนตัมอาจเร่งการพัฒนาอาวุธอัตโนมัติหรือแม้แต่ เชื้อโรคอุบัติใหม่ (Engineered pathogens) ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

• สงครามเย็นควอนตัม: โลกอาจแบ่งเป็นสองขั้วเทคโนโลยี (จีนและสหรัฐฯ) ที่มีมาตรฐานและห่วงโซ่อุปทานแยกขาดจากกัน ทำให้ประเทศพันธมิตรต้องแลกอธิปไตยทางเทคโนโลยีเพื่อขอเข้าถึงระบบควอนตัม

ตารางสรุปผลกระทบต่อเนื่องของความเสี่ยงควอนตัม

ด้านที่ได้รับผลกระทบผลกระทบสำคัญ
ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นผลกระทบอันดับหนึ่ง (Cyber insecurity) จากการลักลอบถอดรหัส
ข้อมูลบิดเบือนการใช้ควอนตัมสร้างเนื้อหาปลอมที่แนบเนียนจนแยกไม่ออก
โครงสร้างพื้นฐานการโจมตีระบบควบคุมอุตสาหกรรมผ่านช่องโหว่รหัสลับ

แนวทางรับมือต่อความเสี่ยงด้าน Quantum Computing

อ.ปริญญา กล่าวว่า รายงานเสนอว่าองค์กรควรเริ่มสร้าง “แผนที่ความพร้อมควอนตัม” (Quantum-safe roadmap) ตั้งแต่วันนี้ โดยมุ่งเน้นที่การเปลี่ยนผ่านไปสู่รหัสลับยุคหลังควอนตัม (Post-quantum cryptography – PQC) และภาครัฐควรพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อระบุโอกาสและจำกัดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ทั้ง 2 เทคโนโลยีที่กล่าวมาแล้ว ล้วนส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างของโลก และ ส่งผลกระต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น รัฐบาล องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกคนต้องรู้เท่าทันและควรเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ 

ข่าวในเว็บ The-Perspective.co: https://www.the-perspective.co/wef-global-risks-report-2026-tech/